สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเขตบางพลัด

1.วัดวิมุตยาราม    ตั้งอยู่ที่ซ.จรัญสนิทวงศ์ 98 วัดนี้สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยดูจากหลักฐานการสร้างพระประธานในอุโบสถที่จารึกไว้ว่าสร้างเมื่อพุทธศักราช 2356 หลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เพียง 31 ปีเท่านั้น และเป็นวัดเดียวจากสามวัดในหมู่บ้านบางละมุดนี้ ที่รอดพ้นจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ภายในพระอุโบสถวัดวิมุตฯประดิษฐานพระประธานนามพระพุทธชินโรจน์รังสีธรรมชยวิสุทธิ์ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นเรื่องราวเกี่ยวพระพุทธประวัติ ทศชาติ ประเพณีต่างๆ และวิถีชีวิตของชาวบ้านสมัยโบราณ เมื่อเดินออกมาจากพระอุโบสถ ที่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ที่เป็นที่เคารพนับถือของคนในชุมชน

Image

2.มัสยิดดารุล-อหุซาน  ตั้งอยู่ที่ซ.จรัญฯ 94 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในเขตมัสยิดเมื่อเข้าไปแล้วรู้สึกเหมือนฉันยืนอยู่ในต่างแดน ในเมืองคนรวยที่ครบวงจรทั้งบ้านเรือนหลังใหญ่ที่สวยงาม โรงเรียนอนุบาล และมัสยิดที่ยึดเหนี่ยวทางใจ มัสยิดดารุลจึงเป็นทั้งสถานที่เผยแพร่ศาสนาอิสลาม ส่งเสริมสาธารณสุข และส่งเสริมการศึกษาทางศาสนาอิสลาม

Image (1)

3.มัสยิดบางอ้อ  ตั้งอยู่ใน ซ.จรัญฯ86 ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นกัน มัสยิดนี้โดดเด่นด้านสถถาปัตยกรรม โดยในอดีตชุมชนมุสลิมบางอ้ออพยพมาจากอยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุง และมาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามของแขกแพ โดยใช้แพที่อยู่เป็นที่ทำการของศาสนา เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนมากขึ้นจึงได้ขยับขยายสร้างสถานที่ใหม่บนพื้นดินเป็นอาคารไม้ทรงสี่เหลี่ยม ขนาดพอๆกับแพ
ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2448-2458 ได้มีการสร้างมัสยิดถาวรขึ้นเป็นอาคารไม้ทรงปั้นหยาที่ใหญ่กว่าเดิม ใช้เป็นที่ละหมาดและเรียนอัลกุรอาน จนในปีพ.ศ.2462 จึงได้สร้างอาคารมัสยิดหลังปัจจุบันขึ้น มีลักษณะเป็นอาคารชั้นเดียว ก่ออิฐถือปูนตามลักษณะของสถาปัตยกรรมเรอเนซองส์รีไววัลผสมผสานกับอิทธิพลของศาสนาอิสลาม หลังคาเป็นทรงปั้นหยามีชายคาเป็นหลังคาคอนกรีตแบนและมีลูกกรงระเบียงที่มีลวดลายปูนปั้นและเครื่องประดับโดยรอบหลังคา

Image (2)

4.วัดอาวุธวิกสิตาราม” หรือ “วัดบางพลัดนอก”  ตั้งอยู่ที่ซ.จรัญฯ72 ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่กว่า 200 ปี สันนิษฐานว่ามีพระสงฆ์และชาวบ้านจำนวนหนึ่งอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้ จนราวพ.ศ.2422 จึงได้มีการสร้างวัดขึ้นอย่างถาวรตรงปากคลองบางพลัด และในปีพ.ศ.2441 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดดังปัจจุบัน ภายในวัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปสำคัญคือ “หลวงพ่อสัมฤทธิ์”(สำริด) พระพุทธปฏิมาเก่าแก่เนื้อสำริดอายุนับร้อย ๆ ปี ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อสัมฤทธิ์นี้มีผู้คนบอกเล่าสืบๆ กันมาว่า เมื่อมากราบไหว้บูชาขอพรแล้ว ทุกข์โศกโรคภัยไข้เจ็บก็จะมลายหายไป ความปรารถนาทุกอย่างจะสำเร็จภายในเร็วพลัน

Image (3)

5.วัดสิงห์   เป็นวัดเล็กๆที่ตั้งอยู่ใน ซ.จรัญฯ64 สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นราว พ.ศ.2326 ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น บริเวณที่ตั้งวัดเดิมเคยเป็นที่พักทัพในสมัยก่อน จึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างวัดคงจะเป็นแม่ทัพในสมัยนั้น เมื่อเสร็จศึกแล้วจึงสร้างวัดขึ้นไว้เพื่อเป็นการล้างบาปจากศึกสงคราม
ภายในมีอุโบสถหลังเก่าก่ออิฐถือปูนที่ดูเก่าแก่แต่สวยงาม สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นราว พ.ศ.2326 ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง และพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและขวา ส่วนอุโบสถหลังใหม่นั้นสร้างขึ้นเมื่อประมาณปีพ.ศ.2502 ภายในประดิษฐานประพุทธรูปหลวงพ่อเพชร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธาเลื่อมใสและเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์

Image (4)  Image (8)

6.“วัดบวรมงคลฯ”หรือ “วัดลิงขบ” ตั้งอยู่ ในซ.จรัญฯ46 โดยชื่อของวัดนี้มีคำเล่าลือต่อๆกันมาว่า ลุงขบ เป็นผู้มีถิ่นฐานมั่นคงอยู่ในบริเวณแถวนี้ และมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงสร้างวัดนี้ถวายเป็นสังฆาราม ชาวบ้านนิยมนับถือลุงขบมาก จึงเรียกว่า ”วัดลุงขบ” แต่ต่อมาภาษาได้กร่อนไปจึงกลายเป็น วัดลิงขบ
ในรัชกาลที่ 2 ทรงพระราชทานนามใหม่ให้ และได้ทรงสถาปนาเป็นพระอารามหลวงเป็นครั้งแรก แต่ยังไม่มีผู้นิยมเรียก ครั้นต่อมาในรัชกาลที่ 4 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้กรมขุนธิเบศร์บวรปฏิสังขรณ์วัดอีกครั้ง และพระราชทานนามใหม่ว่า ”วัดบวรมงคลราชวรวิหาร” โดยวัดแห่งนี้เคยเป็นวัดมอญ ต่อมาเมื่อปีพ.ศ.2462 จึงได้เปลี่ยนมาเป็นวัดธรรมยุตซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของประเทศไทย ภายในวัดยังคงมีสถาปัตยกรรมศิลปะมอญให้เราได้เห็นกันก็คือ เจดีย์หงษา ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นเจดีย์หมู่ 9 องค์ ประกอบด้วยเจดีย์ใหญ่ 1 องค์ และองค์บริวาร 8 องค์ อยู่บนฐานเดียวกัน ส่วนพระอุโบสถนั้นตั้งอยู่ในระเบียงคต ลักษณะเป็นหลังคาลด 3 ชั้น ประดับช่อฟ้า ใบระกาหน้าบันเป็นรูปพัดยศและลายเครือเถา เพดานเขียนลายจีนบานประตูหน้าต่างทาสีแดง มุมทั้งสี่มีพระเจดีย์ประจำทิศอีกด้วย

Image (5) Image (6)

7.วัดคฤหบดี   ตั้งอยู่ในซ.จรัญฯ44 เป็นวัดที่พระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) ต้นสกุลภมรมนตรี ได้ยกบ้านเดิมของท่านให้สร้างเป็นวัดในสมัยรัชกาลที่ 3 และพระองค์ได้พระราชทานพระแซกคำไว้เป็นพระประธานในพระอุโบสถด้วย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดให้ทำการปฏิสังขรณ์วัดคฤหบดีครั้งใหญ่ และได้ทรงพระราชทานตราประจำรัชกาลพระองค์ท่านประดิษฐานไว้จนทุกวันนี้
โดยหลวงพ่อแซกคำเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยทองคำโบราณสมัยเชียงแสน ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างขึ้นราว พ.ศ.1700-1800 นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีอภินิหารศักดิ์สิทธิ์คู่กับพระแก้วมรกต ได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถทรงจีน หลังคาลด 2 ชั้น ไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ และเครื่องถ้วยชามดูสวยงามในแบบศิลปะจีน

Image (7)

อ้างอิงจาก http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9530000114281

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>